วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ระบบศักดินา (Feudalism)

ระบบศักดินา(Feudalism)
ความหมายของระบบศักดินา(Feudalism)
  Feudalism มาจากคำว่า Fief แปลว่า “ที่ดินแปลงหนึ่ง” หมายถึงระบบการปกครองและโครงสร้างทางสังคมที่เน้นความสำคัญของกรรมสิทธิ์ที่ดิน การเป็นเจ้าของที่ดินเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสิทธิอำนาจทางการเมืองและสังคม หากปราศจากกรรมสิทธิ์ที่ดินบุคคลก็ไม่สามารถอ้างสิทธิทางการเมืองได้
   ระบบศักดินาจึงหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่าที่ดิน ผู้เช่าที่ดินอาจเสียค่าเช่าเพียงเล็กน้อยแต่มีพันธะต่อจ้าของที่ดินหลายอย่าง เช่น การช่วยทำสงครามในกองทหารของเจ้าของที่ดิน การช่วยเหลือเงินเมื่อลูกสาวของเจ้าของที่ดินแต่งงาน ฯลฯ เป็นต้น เจ้าของที่ดินก็ต้องคุ้มครองแก่ผู้เช่าเมื่อถูกปองร้าย หรือดูแลผลประโยชน์และบุตรธิดาของผู้เช่าที่ดินเมื่อเสียชีวิต
   ระบบศักดินามีลักษณะการกระจายอำนาจจากรัฐไปยังขุนนาง ขุนนางคนใดเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่และอุดมสมบูรณ์ก็จะมีอิทธิพลทางการเมืองมาก หากอำนาจรัฐอ่อนแออำนาจของขุนนางจะเข้มแข็งแทน ระบบศักดินาหมดไปเมื่อมีรัฐประชาชาติและการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางภายใต้สถาบันกษัตริย์

ความเป็นมาของระบบศักดินา
   กรุงโรมแตกหลังจาการโจมตีของอนารยชนเผ่าเยอรมัน 3 ครั้งในปี ค.ศ. 410   ค.ศ. 455  และ ค.ศ. 476 ผู้นำชาวเยอรมันเผ่าวิซิกอธ (The Visigoths) ได้ตั้งตัวเป็นประมุขและทำลายอารยธรรมทุกอย่างในดินแดนเหนือเทือกเขาแอลป์ จนความเจริญต่างๆ สูญสิ้นลงไปอย่างสิ้นเชิง
   ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6-8 ยุโรปกลาง เหนือและตะวันตกเป็นดินแดนที่มีการรบวุ่นวายจนกระทั่งระหว่างศตวรรษที่ 9-11   จึงเกิดระบบการปกครองที่ผสมผสานอารยธรรมกรีกโรมัน กอล (Gaul) และเยอรมันเข้าด้วยกัน กลายเป็นจารีตที่เน้นกรรมสิทธิ์ที่ดินและความผูกพันแบบสังคมกสิกรรมศักดินา (Feudal  Agarian Society) ระหว่างชาวนา ทาสและเจ้าของที่ดินโดยมีศาสนาเป็นตัวเชื่อม

 ปัจจัยในการก่อตัวของระบบศักดินาแบ่งออกเป็น  3  ประการ  คือ
  1.การรับจารีตการปกครองทางโลกมาจากโรมัน
   ในยุคโรมันมีจารีตที่บุคคลต้องสวามิภักดิ์ต่อผู้มีอำนาจ เพื่อรับความคุ้มครองและทำงานรับใช้เป็นการตอบแทน ความสัมพันธ์เช่นนี้อิสระชนเรียกว่า  Patron  and  Client  relationship  ในกรณีของทาสเรียกว่า “Master  and  Slave  relationship   ความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งที่สืบจากสมัยโรมันคือ  เมื่อบุคคลเช่าที่ดินจากเจ้าของที่ดิน  เจ้าของที่ดินก็มีพันธะให้ความคุ้มครองผู้เช่า  ครั้นชาวกอลและชาวแฟรงค์ยึดครองจักรวรรดิโรมัน  อารยชนทั้ง  2  พวกก็รับจนรีตนี้ไว้ด้วย  ในยุคเสื่อมของจักรวรรดิโรมัน  (คริสต์ศตวรรษที่  3-4)  เกิดปัญหาแรงงานเกษตรกรรม  ซึ่งเอื้อต่อระบบศักดินาในสมัยกลาง  ดังนี้
       -การเช่าที่ดินระยะยาว  (The  Precarium)  เกิดจากการที่กฎหมายยอมให้เกษตรกรซึ่งผิดสัญญาเช่าที่ดินถูกไล่ออกจากที่ดินได้  เจ้าที่ดินรายย่อยจึงยอมยกที่ดินให้เจ้าหนี้หรือเจ้าที่ดินรายใหญ่เพื่อแลกกับการคุ้ม ครอง  จึงเป็นที่มาของการตกอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าที่ดินจำนนต่ออำนาจส่วนกลาง ในสมัยศักดินาส่วน กลางในสมัยศักดินารุ่งเรืองเจ้าที่ดินจึงมีอำนาจเด็ดขาดเหนือประชาชนทั้งทางการบริหาร  กฎหมายและตุลาการ
         -การสร้างอาณานิคมแรงงาน (The  Colonate)  ซึ่งห้ามเกษตรกรหรือผู้เช่า
ที่ดินย้ายถิ่นฐาน  เพื่อประกันผลผลิตและป้องกันการอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่  ทำ
ให้แรงงานเกษตรกรรมกลายเป็นทาสที่ดิน  (serf)  ภายใต้อำนาจของเจ้าที่ดิน

  2.การรับรูปแบบการปกครองทางศาสนามาจากโรมัน
 ระหว่างที่จักรวรรดิโรมันตะวันออกและจักรวรรดิโรมันตะวันตกนั้น  อำนาจของพระสันตะปาปาแห่งกรุงโรมทั้งด้านศาสนาและการเมืองมีสูงมาก  ทำให้รอดพ้นจากการถูกทำลายและสามารถพัฒนามาเป็นการปกครองคณะสงฆ์ มีการรักษาผลประโยชน์ของสถาบันศาสนาแบบ  Benefice” คือ  จารีตการยกที่ดินของวัดให้เอกชนเช่า  โดยรับค่าตอบแทน  คือ  แรงงานและการเป็นทหารหรือยกผลผลิตให้แก่วัด ราชวงศ์เมโรวินเจียนของชาวแฟรงค์และราชวงศ์ชาร์เลอมาญของเผ่าเยอรมัน ได้นำระบบ Benefice ไปใช้ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยการให้สิทธิเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากที่ดินตอบแทนความชอบของอัศวิน เมื่อระบบกษัตริย์อ่อนแอที่ดินของกษัตริย์จึงถูกขุนนางยึดครอง และนำมาสู่การริดรอนอำนาจสถาบันกษัตริย์ในสมัยกลาง         
3.โครงสร้างทางสังคมของอนารยชนเผ่าเยอรมัน
  อนารยชนเผ่าเยอรมัน  หมายถึง  ชนเผ่ากอธ (วิซิกอธ และออสโตรกอธ)  เผ่า
แฟรงค์  เผ่าแวนดัล  เผ่าติวตอนและเผ่าอเลมานนี  ซึ่งเชื่อเรื่องพันธะของญาติ
พี่น้อง (Bond  of  Kinship)  และเกียรติยศของบุคคลเมื่อถูกลบหลู่  โดยญาติจะ
แก้แค้นหรือเรียกร้องค่าเสียหายตามค่าตัว  ซึ่งกษัตริย์หรือผู้นำทัพจะไม่มี
อำนาจเหนือ เผ่าพันธุ์  ยกเว้นการเป็นผู้นำในการรบอันเป็นลักษณะของการ
กระจายอำนาจ  และการเน้นความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมากกว่าความสัมพันธ์ต่อ
ส่วนกลาง  ทำให้กฎหมายของชนเผ่าเยอรมันต่างจากกฎหมายโรมัน
    ชาวเยอรมันเชื่อว่า กฎหมายมิได้เกิดจากอำนาจหรือความปรารถนาของประมุขแต่เกิดจากธรรมเนียมของเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมีเชื้อสายเดียวกัน ต่างจากกฎหมายของโรมันที่บังคับกับคนทุกเผ่าพันธุ์ในจักรวรรดิ  เมื่อชาวเยอรมันมาตั้งถิ่นฐานในยุโรปตะวันตกจึงใช้กฎหมายที่เน้นขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งบริวารต้องภักดี  ร่วมรบ  รับใช้และอุทิศแรงงานให้ผู้นำ  ส่วนผู้นำก็ต้องตอบแทนด้วยการให้ความคุ้มครอง  แนวคิดนี้ผสมกลมกลืนจนกลายเป็นระบบศักดินาในที่สุด 
โครงสร้างของระบบศักดินาประกอบด้วยชนชั้นต่างๆ ได้แก่กษัตริย์ (Suzerain/Overlord)  ขุนนางชั้นสูงและสวามิภักดิ(Lords/Vassals)  ชาวนาและขุนนางผู้น้อย  อัศวิน (Peasants/Knight)  และทาส (Serfs)ตามทฤษฎีแล้วกษัตริย์เป็นเจ้าที่ดิน (Fief) ซึ่งไม่ขึ้นกับใคร  แต่ในทางปฏิบัติ  กษัตริย์อาจเป็นทั้ง Zuzerain  และ  Vassal  อาทิ กษัตริย์วิลเลียมผู้พิชิต  (ค.ศ. 1060-1087)ทรงเป็นทั้งดยุคแห่งนอร์มังดีของฝรั่งเศสและเป็นกษัตริย์อังกฤษ ทรงมีขุนนางอังกฤษเป็นvassalsและมีฐานะเท่าเทียมกับกษัตริย์ฝรั่งเศส แต่เมื่อเป็นยุคแห่งนอร์มังดีก็ต้องภักดีต่อกษัตริย์ฝรั่งเศส ผู้พระราชทานแคว้นนอร์มังดีแก่บรรพบุรุษของพระองค์ ยกเว้น Duke  Charles  the  Bold  of  Burgandi (1467-1477 AD.) ที่ไม่ต้องเข้าเฝ้าถวายความจงรักภักดีในฐาน Vassal  ของกษัตริย์ฝรั่งเศส  เนื่องจากทรงมีอำนาจมาก
   Lords   คือขุนนางชั้นสูงซึ่งได้รับพระราชทานกรรมสิทธิ์ที่ดิน   มีอำนาจเหนือชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชนผู้เช่าที่ดินของตน  Lords  ต้องจงรักภักดีต่อ  Suzerain  มิฉะนั้นพันธะที่มีต่อกันจะสิ้นสุดลง  และ  Suzerain  สามารถเรียกที่ดินกลับคืนได้  Lords ต้องเป็นทหารและให้คำปรึกษาให้แก่  Suzerain  นอก จากนี้จะต้องส่งเงินเป็นบรรณาการแด่  Suzerain 3 กรณี  คือ  เมื่อโอรสองค์แรกของ  Suzerain  บรรลุนิติภาวะและทำพิธีเป็นอัศวิน  เมื่อธิดาองค์แรกของ Suzerain  แต่งงาน  และเมื่อ Suzerain  ถูกจับเรียกค่าไถ่
       Subvassals   คือ  vassals  ของขุนนางชั้นสูงถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่  Lord  มอบให้จึงต้องจงรักภักดีต่อ  Lord
      Peasants  และ  Serfs  คือชาวนาและทาสที่ทำมาหากินบนที่ดินและอยู่ภาย
ใต้การคุ้มครองของ  Suzerain/Lord  และ  Subvassals  ตามลำดับ
    เจ้าที่ดินไม่สามารถขายที่ดินซึ่งชาวนาอิสระทำกินได้  แต่สามารถขายที่ดินซึ่งทาสทำกินได้  แม้  Lord  จะกดขี่ข่มเหงเพียงใดชาวนาหรือทาสก็ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจาก   Suzerain   ได้
   ระบบศักดินาเป็นระบบโครงสร้างความสัมพันธ์ซึ่งยึดหลักการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของขุนนางเป็นพื้นฐานของการปกครอง  แต่  Suzerain   ไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองเหนือดินแดนทั้งหมดอย่างแท้จริง ทรงมีอำนาจเด็ดขาดเฉพาะใน  Fiefsหรือที่ดินที่มิได้ยกให้แก่ผู้ใดเท่านั้น  อาทิในคริสต์ศตวรรษที่  11-12 กษัตริย์ฝรั่งเศสทรงมีอำนาจเหนือกรุงปารีสและ อิลเดอ  ฟรองซ์  (Ile  de  France)   เท่านั้น  ส่วนดินแดนอื่นๆ  นั้นอยู่ใต้อำนาจของ  Lords  ทั้งหมด



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น